เรียนรู้
ประเภทคำสั่งซื้อขายในตลาดมีอะไรบ้าง

บทถอดเสียงวิดีโอ
หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ pips และขนาดล็อตแล้ว มาดูกันให้ลึกขึ้นว่าการเปิดออเดอร์จริงบนแพลตฟอร์มเทรดทำอย่างไร โดยใช้ประเภทคำสั่งซื้อขายที่แตกต่างกัน ในตัวอย่างนี้เราจะใช้แพลตฟอร์ม MT5 ซึ่งแนวคิดของคำสั่งเหล่านี้คล้ายกันในทุกแพลตฟอร์ม
ประเภทคำสั่งซื้อขายสามารถมองว่าเป็น "คำสั่ง" ที่เราส่งให้แพลตฟอร์ม เพื่อบอกว่าจะเปิดหรือปิดการเทรดเมื่อใดและอย่างไร
คำสั่งซื้อขายที่ใช้บ่อยที่สุดคือ Market Order ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าสู่ตลาด เพียงคลิกปุ่มเดียว คำสั่งจะถูกดำเนินการในราคาที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น ตราบใดที่ตลาดเปิดและมาร์จิ้นเพียงพอ
หากเปิดคำสั่ง BUY (ซื้อ) ระบบจะจับคู่คำสั่งในราคาที่ดีที่สุดทางฝั่ง ASK และหากต้องการปิดคำสั่งก็สามารถคลิกขวาและเลือกปิดได้ทันที หากเปิดคำสั่ง SELL (ขาย) ระบบจะจับคู่ในราคาที่ดีที่สุดทางฝั่ง BID
อย่างไรก็ตาม ควรระวังเรื่อง สเปรด (spread) เมื่อใช้ Market Order โดยเฉพาะช่วงที่มีข่าวสำคัญหรือสภาพคล่องต่ำ
ประเภทคำสั่งต่อไปคือ Pending Order ซึ่งช่วยให้วางแผนล่วงหน้าได้ แทนที่จะเข้าซื้อขายในราคาปัจจุบัน คุณสามารถกำหนดเงื่อนไขให้คำสั่งทำงานเมื่อราคาถึงระดับที่ต้องการ
Pending Order มี 4 ประเภท แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่: Limit Order และ Stop Order
Limit Order ใช้เมื่อคุณต้องการเข้าตลาดที่ราคาดีกว่าราคาปัจจุบัน เช่น หากคาดว่าราคาจะดีดกลับขึ้นเมื่อถึงระดับหนึ่ง สามารถตั้ง Buy Limit ได้ ในทางกลับกัน หากคิดว่าราคาจะกลับตัวลงเมื่อแตะระดับหนึ่ง สามารถตั้ง Sell Limit ได้
Stop Order ใช้เมื่อคาดว่าราคาจะ "ทะลุระดับสำคัญ" เช่น หากคิดว่าราคาจะทะลุแนวต้านและขึ้นต่อ สามารถใช้ Buy Stop ได้ หรือถ้าคิดว่าราคาจะทะลุแนวรับและลงต่อ สามารถใช้ Sell Stop ได้
โดยสรุป ใช้ Limit Order เมื่อคาดว่าราคาจะกลับตัว และใช้ Stop Order เมื่อคาดว่าราคาจะทะลุแนวและไปต่อในทิศทางของแนวโน้ม
ตัวอย่างเช่น หากคุณระบุระดับแนวต้านบนกราฟและต้องการเปิดออเดอร์ขายเมื่อราคาขึ้นไปถึงระดับนั้น ให้คลิกขวาใต้แนวราคานั้นและเลือก Sell Limit หลังจากเลือกขนาดล็อต เช่น 0.01 ก็สามารถวางคำสั่งได้ทันที เท่านี้ก็ถือว่าคุณได้ตั้ง Pending Order แล้ว
ต่อมา หากต้องการจัดการความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ จะต้องใช้ Stop Loss และ Take Profit
Stop Loss เป็นคำสั่งปิดอัตโนมัติเมื่อราคาขยับสวนทางเกินกว่าที่กำหนด เปรียบเหมือนเข็มขัดนิรภัยที่ช่วยลดความเสียหาย
ข้อดีคือ:
ปกป้องเงินทุน
ลดการตัดสินใจจากอารมณ์
ช่วยกำหนดความเสี่ยงล่วงหน้า
Take Profit เป็นคำสั่งตรงข้าม ปิดอัตโนมัติเมื่อราคาขยับไปในทางที่คุณต้องการ
ข้อดีคือ:
ช่วยให้คุณทำตามแผนและไม่โลภ
ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
ช่วยล็อกกำไรเมื่อถึงเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ต้องจำไว้ว่าทั้ง Stop Loss และ Take Profit ไม่สามารถรับประกันราคาปิดที่แน่นอนได้ เช่น หากเปิดออเดอร์วันศุกร์ก่อนตลาดปิด แล้วมีเหตุการณ์สำคัญช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้ตลาดเปิดวันจันทร์ด้วยช่องว่างราคา (gap) คำสั่ง Stop Loss อาจถูกปิดในราคาที่แย่กว่าที่ตั้งไว้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของการขาดทุน