คำเตือนความเสี่ยง สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFDs) เป็นตราสารทางการเงินที่ซับซ้อน โปรดทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนทำการซื้อขาย

เรียนรู้เพิ่มเติม
Fusion Markets Logo

เรียนรู้

Liquidity คืออะไร?

Liquidity คืออะไรในโลกการเทรด? เรียนรู้ว่ามันมีผลต่อสเปรดที่แคบลง การดำเนินคำสั่งที่รวดเร็วขึ้น การเกิด slippage ที่น้อยลง และราคาที่มีเสถียรภาพมากขึ้นได้อย่างไร พร้อมตัวอย่างจากตลาดฟอเร็กซ์และสินค้าโภคภัณฑ์
YouTube thumbnail

บทถอดเสียงวิดีโอ

 

สภาพคล่อง (Liquidity) เป็นแนวคิดที่สำคัญมากที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดการเงิน และเป็นปัจจัยที่ส่งผลไม่ใช่แค่ตลาดฟอเร็กซ์เท่านั้น แต่รวมถึงสินทรัพย์ทุกประเภทด้วย แล้วสภาพคล่องคืออะไร?

ให้ลองจินตนาการว่าสภาพคล่องก็เหมือนน้ำมันเครื่องในรถยนต์ เครื่องยนต์จำเป็นต้องมีน้ำมันในปริมาณที่เพียงพอเพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับตลาดที่ต้องการสภาพคล่อง หากไม่มีน้ำมันเครื่องเพียงพอ เครื่องยนต์จะทำงานได้ช้า เกิดความร้อนสูง และอาจพังได้ ในลักษณะเดียวกัน น้ำมันช่วยลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับสภาพคล่องที่ช่วยลดแรงเสียดทานในตลาดการเงิน ทำให้การค้นหาราคา (price discovery) มีประสิทธิภาพ และทำให้การส่งคำสั่งซื้อขายราบรื่นยิ่งขึ้น พูดง่าย ๆ สภาพคล่องคือความง่ายและความเร็วในการซื้อหรือขายสินทรัพย์โดยไม่ทำให้ราคาขยับมากเกินไป ยิ่งมีผู้ซื้อผู้ขายเข้าร่วมในตลาดมากเท่าไร สภาพคล่องก็ยิ่งสูงขึ้น เราสามารถอธิบายได้ว่า… เมื่อมีสภาพคล่องมากขึ้นหรือนักเทรดจำนวนมากเข้ามาซื้อขายสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง มักหมายถึง…

สเปรดที่แคบลง — หมายความว่าสเปรด ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย มีขนาดเล็กลง ทำให้ต้นทุนในการเข้าและออกจากสถานะถูกลง สเปรดมักกว้างขึ้นในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ทำให้ต้นทุนการเทรดสูงขึ้น หากคุณเป็นมือใหม่ คุณอาจสงสัยว่าสเปรดคืออะไร เมื่อคุณดูกราฟราคา คุณจะเห็นราคาสองตัว ราคาด้านบนเรียกว่า Ask Price ซึ่งเป็นเส้นสีแดงบนกราฟ และราคาด้านล่างเรียกว่า Bid Price ซึ่งเป็นเส้นสีน้ำเงิน

สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ของสินทรัพย์ มันคือช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างราคาที่ตลาดเต็มใจจะซื้อกับราคาที่ตลาดเต็มใจจะขาย คุณสามารถมองว่าสเปรดเป็นต้นทุนที่มาพร้อมกับการเปิดออเดอร์ เมื่อคุณเปิดออเดอร์ คุณจะเริ่มติดลบทันทีตามมูลค่าของสเปรด เพราะคุณซื้อที่ราคาสูงกว่าราคาที่สามารถขายได้ทันที เมื่อคุณเปิดออเดอร์ Buy ออเดอร์จะเปิดที่ราคา Ask และปิดที่ราคา Bid เมื่อเปิดออเดอร์ Sell ออเดอร์จะเปิดที่ราคา Bid และปิดที่ราคา Ask

ความแตกต่างนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะสเปรดส่งผลต่อจุดที่ออเดอร์ของคุณถูกเปิดและถูกปิด มาดูตัวอย่างจากกราฟนี้กัน คู่เงิน EURNOK มีราคาอยู่ที่ 11.51 แม้ว่าราคาปัจจุบันแสดง 11.51 แต่ราคา Ask อยู่ที่ 11.52 ซึ่งมีสเปรดประมาณ 11 pip นั่นหมายความว่า หากคุณต้องการเปิด Buy ตอนราคา 11.51 ออเดอร์จริงจะถูกเปิดที่ 11.52 เพราะต้องคำนึงถึงค่าสเปรด สิ่งนี้ไม่ใช่แค่สำคัญตอนเปิดออเดอร์ แต่สำคัญตอนปิดออเดอร์ด้วยเช่นกัน

ในตัวอย่างนี้ เทรดเดอร์ได้เปิดออเดอร์ Sell บนคู่ NOKJPY โดยออเดอร์ Sell เปิดที่ราคา 14.274 ตั้ง Stop Loss ที่ 14.311 และ Take Profit ที่ 14.200 สังเกตว่าถึงแม้ราคาจะวิ่งผ่านจุดปิดเป้าหมาย แต่ออเดอร์กลับยังไม่ถูกปิด เหตุผลก็คือออเดอร์ Sell จะปิดที่ราคา Ask (เส้นสีแดง) ดังนั้นออเดอร์จะถูกปิดต่อเมื่อราคา Ask ลงมาถึง 14.200 เท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ออเดอร์จะปิดได้ก็ต่อเมื่อราคาลงมามากพอจนราคา Ask แตะ 14.200 สเปรดจึงสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างกำไรและขาดทุนได้อย่างมาก

กลับมาที่ความสำคัญของสภาพคล่อง นี่คือตัวอย่างภาพชัด ๆ ว่าทำไมสภาพคล่องจึงสำคัญ กราฟซ้ายคือคู่เงิน USDJPY ส่วนกราฟขวาคือ Copper สังเกตว่า USDJPY มีสเปรดเพียง 1 pip แต่ Copper มีสเปรดกว้างถึงประมาณ 83 ดอลลาร์ สิ่งนี้สามารถส่งผลอย่างมากต่อผลลัพธ์ของการเทรด นี่คือเหตุผลที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ชอบเทรดตลาดที่มีสภาพคล่องสูง อีกเหตุผลคือคุณภาพของการส่งคำสั่ง ยิ่งมีสภาพคล่องสูง การส่งคำสั่งยิ่งดี โอกาสที่ออเดอร์จะถูกเปิดตามราคาที่ต้องการจะสูงขึ้น ลดความเสี่ยงของการถูกเปิดที่ราคาที่ไม่พึงประสงค์

คำว่า Slippage หมายถึงอะไร? Slippage เกิดขึ้นเมื่อมีความแตกต่างระหว่างราคาที่คาดหวังกับราคาที่ออเดอร์ถูกเปิดจริง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะราคาตลาดมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา และในสภาวะตลาดที่เคลื่อนไหวเร็วหรือสภาพคล่องต่ำ ราคาสามารถเปลี่ยนเร็วกว่าที่ระบบจะส่งคำสั่งได้ ในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงและราคาเคลื่อนไหวเสถียร Slippage มักจะมีขนาดเล็กเพราะมีผู้ซื้อผู้ขายมากพอในการดูดซับออเดอร์

ลองมาดูตัวอย่างนี้กัน นี่คือกราฟทองคำ สมมติว่าคุณต้องการซื้อทอง แต่คุณเทรดอยู่ในจังหวะเดียวกับที่สหรัฐฯ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ และคุณกดปุ่ม Buy ตอนที่ข่าวออกพอดี จากนั้นในไม่กี่มิลลิวินาทีราคาก็กระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความกระโดดนี้คือ Slippage การที่ราคาขยับพรวดจาก 3203 ไป 3216 อย่างทันที หมายความว่าออเดอร์ของคุณไม่สามารถเปิดที่ 3203 ได้ และจะถูกเปิดที่ราคาใหม่ที่พร้อมที่สุด นี่คือตัวอย่างว่าทำไมหลายคนชอบเทรดสินค้าที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อหลีกเลี่ยง Slippage

ประโยชน์อีกอย่างของสภาพคล่องสูงคือ “ความเสถียรของราคา” ราคาจะขยับอย่างค่อยเป็นค่อยไปและคาดเดาได้ง่ายกว่า แต่ในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ ราคาจะเหวี่ยงแรงและผันผวนมาก กล่าวง่าย ๆ คือ สภาพคล่องต่ำ = ความผันผวนสูง

สองกราฟนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมาก กราฟซ้ายคือ EURUSD บนกรอบเวลา 5 นาที และกราฟขวาคือ EURNOK บนกรอบเวลาเดียวกัน ทั้งสองเป็นวันเดียวกันและช่วงเวลาเดียวกัน แต่สังเกตว่าทั้งสองตลาดเคลื่อนไหวต่างกันมาก EURUSD เคลื่อนตัวอย่างราบรื่น มีแท่งเทียนเล็ก ๆ และความผันผวนต่ำ ส่วน EURNOK ทางขวาดูยุ่งเหยิง เต็มไปด้วยการกระโดดของราคาและไร้ทิศทาง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมสภาพคล่องถึงสำคัญมากเวลาคุณเลือกคู่เงินหรือสินทรัพย์ที่จะเทรด