คำเตือนความเสี่ยง สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFDs) เป็นตราสารทางการเงินที่ซับซ้อน โปรดทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนทำการซื้อขาย

เรียนรู้เพิ่มเติม
Fusion Markets Logo

เรียนรู้

Slippage คืออะไร?

ทำความเข้าใจ Slippage ในการเทรด: ช่องว่างระหว่างราคาที่คาดว่าจะเข้าเทรดกับราคาที่ถูกเปิดจริง เรียนรู้ว่าความคล่องตัวของตลาด (liquidity) ความผันผวน (volatility) และช่วงเวลา ส่งผลต่อความเสี่ยงประเภทนี้อย่างไร
YouTube thumbnail

บทถอดเสียงวิดีโอ

 

Slippage คืออะไร?

Slippage เกิดขึ้นเมื่อมีความแตกต่างระหว่างราคาที่คาดหวังกับราคาจริงที่ออเดอร์ถูกเปิด ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะราคาตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเนื่องจากอุปสงค์และอุปทาน และในภาวะตลาดที่เคลื่อนไหวเร็วหรือมีสภาพคล่องต่ำ ราคาสามารถขยับได้เร็วกว่าที่ระบบจะส่งคำสั่งได้ ในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงและการเคลื่อนไหวของราคาค่อนข้างนิ่ง Slippage มักเกิดขึ้นน้อยเพราะมีผู้ซื้อผู้ขายเพียงพอในการจับคู่คำสั่งซื้อขาย แต่ในตลาดที่ผันผวนหรือสภาพคล่องต่ำ ราคาสามารถกระโดดขึ้นลงอย่างรวดเร็วระหว่างการกดปุ่มส่งคำสั่งและจุดที่คำสั่งถูกเปิดจริง ทำให้ราคาเปิดไม่ตรงกับราคาที่ตั้งใจไว้ นั่นหมายความว่าเมื่อคุณกดเปิดออเดอร์ ออเดอร์ของคุณอาจถูกเปิดในราคาถัดไปที่พร้อมใช้งาน ซึ่งอาจสูงกว่า ต่ำกว่า หรือเท่ากับราคาที่คุณตั้งใจ

ลองมาดูตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น นี่คือกราฟทองคำ สมมติว่าคุณต้องการซื้อทอง แต่คุณกำลังเทรดในจังหวะที่สหรัฐฯ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญพอดี และคุณกดปุ่ม Buy ตอนที่ข่าวออกมา ในเสี้ยววินาทีราคาก็กระโดดขึ้นสูงทันทีเพราะความผันผวนที่เพิ่มขึ้นจากข่าว เหตุการณ์ที่ราคากระโดดแบบนี้เรียกว่า Slippage หรือช่องว่างของราคา เพราะราคากระโดดเร็วมาก ออเดอร์ของคุณที่ควรจะเปิดที่ 3203 จึงถูกเปิดที่ราคาใหม่คือ 3216 นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทำไมเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ชอบเทรดสินค้าที่มีสภาพคล่องสูง เพราะมันช่วยลดโอกาสเกิด Slippage

ประโยชน์อีกอย่างของสภาพคล่องสูงคือ “ความเสถียรของราคา” ตลาดที่มีสภาพคล่องสูงมักมีการเคลื่อนไหวของราคาที่ค่อยเป็นค่อยไปและคาดการณ์ได้ง่าย ในขณะที่ตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำอาจเกิดการกระโดดของราคาอย่างรุนแรงและผันผวนมาก กราฟสองกราฟนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ด้านซ้ายคือคู่เงิน EURUSD บนกรอบเวลา 5 นาที และด้านขวาคือคู่เงิน EURNOK บนกรอบเวลาเดียวกัน ทั้งสองคู่มี EUR และเป็นข้อมูลในวันเดียวกัน แต่สังเกตว่าตลาดทั้งสองเคลื่อนไหวต่างกันมาก EURUSD เคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลด้วยแท่งเทียนเล็ก ๆ และมีความผันผวนต่ำ ส่วน EURNOK มีการกระโดดของราคาอย่างรุนแรงและไร้ทิศทางอย่างสิ้นเชิง กราฟนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทำไมสภาพคล่องจึงสำคัญเมื่อเลือกสินทรัพย์ที่จะเทรด